พ.ร.บ. กับ ประกันรถยนต์ ต่างกันอย่างไร? ไม่ทำเสี่ยงโดนปรับกี่บาท

พ.ร.บ. กับ ประกันรถยนต์ ต่างกันอย่างไร? ไม่ทำเสี่ยงโดนปรับกี่บาท

20 Jul 2026

พ.ร.บ. กับ ประกันรถยนต์ ต่างกันอย่างไร? ไม่มีเสี่ยงโดนปรับเท่าไหร่ มือใหม่มีรถต้องอ่าน!

       สำหรับคนที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง หรือกำลังวางแผนจะซื้อรถคันแรก สิ่งหนึ่งที่มักจะสร้างความสับสนให้รัว ๆ เลยก็คือเรื่องของ "พ.ร.บ. รถยนต์" และ "ประกันรถยนต์" เพราะทั้งสองสิ่งนี้ต่างก็เป็นเรื่องที่ต้องจ่ายเงินซ้ำ ๆ ในทุกปี จนบางคนแอบคิดในใจว่า "มันคืออันเดียวกันหรือเปล่า?" หรือ "ถ้ามี พ.ร.บ. อยู่แล้ว ไม่ต้องทำประกันรถยนต์เพิ่มได้ไหม?"

       บอกตรงนี้เลยว่า ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญและทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากปล่อยให้ขาดต่ออายุ หรือเลือกทำแค่ร่างเดียวโดยไม่เข้าใจ อาจจะนำความเดือดร้อนและค่าใช้จ่ายมหาศาลมาสู่กระเป๋าตังค์ได้ในอนาคต

       บทความนี้จะพาไปเจาะลึกแบบเข้าใจง่าย ๆ สไตล์เพื่อนเล่าให้ฟังว่า พ.ร.บ. กับ ประกันรถยนต์ ต่างกันตรงไหน หน้าที่ของแต่ละส่วนคืออะไร และถ้าหากไม่มี พ.ร.บ. จะต้องเจอกับบทลงโทษทางกฎหมายและค่าปรับเท่าไหร่บ้าง

1. พ.ร.บ. รถยนต์ คืออะไร? (เน้นคุ้มครอง "คน" ไม่คุ้มครองรถ)

       เริ่มต้นกันที่ พ.ร.บ. รถยนต์ หรือชื่อเต็ม ๆ ทางการว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 สิ่งนี้คือ "ประกันภัยภาคบังคับ" แปลง่าย ๆ คือ กฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันที่วิ่งบนท้องถนนในประเทศไทยต้องทำ ถ้าไม่ทำถือว่าผิดกฎหมาย

       จุดประสงค์หลักของ พ.ร.บ. คือ "เน้นคุ้มครองคน" โดยเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานจากรัฐบาลที่มองว่า หากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขึ้นมา ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด ทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องมานั่งเถียงกันก่อนว่าใครจะจ่ายเงิน

ใครบ้างที่ พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครอง?

  • ผู้ขับขี่ (ทั้งฝ่ายถูกและฝ่ายผิด)
  • ผู้โดยสารที่นั่งมาในรถ
  • คนเดินถนน หรือบุคคลภายนอกที่โดนรถชน

พ.ร.บ. คุ้มครองอะไรบ้าง?

       ความคุ้มครองของ พ.ร.บ. จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ค่าเสียหายเบื้องต้น (จ่ายทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด) และ ค่าเสียหายส่วนเกิน (จ่ายเพิ่มหลังจากพิสูจน์แล้วว่าเราเป็นฝ่ายถูก)

1. ค่าเสียหายเบื้องต้น (ได้รับชัวร์ ๆ ไม่ว่าผิดหรือถูก)

  • ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ: จ่ายตามจริงสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน
  • กรณีทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิต: จ่ายเงินชดเชย 35,000 บาทต่อคน
  • หมายเหตุ: หากบาดเจ็บแล้วต่อมาเสียชีวิต จะได้รับรวมกันไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน

2. ค่าเสียหายส่วนเกิน (ได้รับเพิ่มหลังจากพิสูจน์แล้วว่าเป็น "ฝ่ายถูก")

  • ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น: จ่ายตามจริงสูงสุดรวมแล้วไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน
  • กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง: จ่ายเงินชดเชยสูงสุด 500,000 บาทต่อคน
  • กรณีสูญเสียอวัยวะ: จ่ายเงินชดเชยตั้งแต่ 200,000 ถึง 500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอวัยวะที่สูญเสีย)
  • ค่าชดเชยรายวัน (กรณีเป็นผู้ป่วยในนอนโรงพยาบาล): ได้รับวันละ 200 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 days

       ข้อจำกัดสำคัญของ พ.ร.บ. สิ่งที่ พ.ร.บ. จะไม่จ่ายเลยแม้แต่บาทเดียวคือ "ค่าซ่อมรถ" ไม่ว่าจะเป็นรถของเราหรือรถคู่กรณี ต่อให้รถจะพังยับเยินจนขับไม่ได้ พ.ร.บ. ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะหน้าที่ของมันคือดูแลชีวิตและร่างกายของคนเท่านั้น

2. ประกันรถยนต์ คืออะไร? (เน้นคุ้มครอง "ทรัพย์สินและตัวรถ")

       เขยิบมาดูฝั่ง ประกันรถยนต์ หรือที่เรียกกันว่า "ประกันภัยภาคสมัครใจ" กันบ้าง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าสมัครใจ นั่นหมายความว่า กฎหมายไม่ได้บังคับ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและความพร้อมเรื่องเงินในกระเป๋าของเจ้าของรถแต่ละคน

       แต่ถึงแม้กฎหมายจะไม่บังคับ รถส่วนใหญ่ในท้องตลาดก็นิยมทำกัน เพราะประกันรถยนต์เข้ามาเติมเต็มส่วนที่ พ.ร.บ. ให้ไม่ได้ นั่นคือ "เน้นคุ้มครองทรัพย์สิน ตัวรถ และค่าใช้จ่ายส่วนเกินอื่น ๆ"

ประกันรถยนต์คุ้มครองอะไรบ้าง?

       หน้าที่หลักของประกันรถยนต์คือการเข้ามาแบกรับความเสี่ยงทางการเงินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยจะคุ้มครองครอบคลุมไปถึง

  • ค่าซ่อมรถยนต์: ทั้งรถของเราเองและรถของคู่กรณี (ขึ้นอยู่กับประเภทของประกันที่เลือก)
  • ค่าความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก: เช่น ขับรถไปชนเสาไฟฟ้า ชนกำแพงบ้านคนอื่น ชนร้านค้าข้างทาง ประกันจะช่วยจ่ายค่าเสียหายเหล่านี้ให้
  • กรณีรถหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม: ประกันภัยชั้นนำ (โดยเฉพาะชั้น 1) จะมีทุนประกันชดเชยให้หากรถโดนโจรกรรม เกิดไฟไหม้ หรือเสียหายจากอุทกภัย
  • เงินประกันตัวผู้ขับขี่: หากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนกลายเป็นคดีอาญา ประกันจะมีวงเงินสำหรับประกันตัวเราออกมาสู้คดี

ประเภทของประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ

เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความต้องการ ประกันรถยนต์จึงถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ

  • ประกันภัยชั้น 1: คุ้มครองครอบคลุมที่สุด ซ่อมเขา ซ่อมเรา รถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม และการชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ถอยชนเสา หินดีดใส่กระจก)
  • ประกันภัยชั้น 2+: คุ้มครองคล้ายชั้น 1 (ซ่อมเขา ซ่อมเรา รถหาย ไฟไหม้) แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ การชนเราจะต้องเป็นการชนแบบ "รถชนรถ" และต้องมีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น ถ้าถอยชนกำแพงเอง ประกันไม่ซ่อมรถเรานะ
  • ประกันภัยชั้น 3+: คุ้มครองซ่อมเขา ซ่อมเรา ในกรณีรถชนรถเหมือนกัน แต่จะตัดความคุ้มครองเรื่องรถหายและไฟไหม้ออกไป เหมาะกับคนขับรถคล่องแล้ว และรถมีอายุระดับหนึ่ง
  • ประกันภัยชั้น 2 และ ชั้น 3: เน้นซ่อมคู่กรณีเป็นหลัก ส่วนรถเราต้องควักเงินซ่อมเอง (ชั้น 2 จะเพิ่มความคุ้มครองรถหาย/ไฟไหม้ให้ด้วย)

3. ตารางเปรียบเทียบชัด ๆ พ.ร.บ. VS ประกันรถยนต์

เพื่อให้มองเห็นภาพความแตกต่างได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด ลองมาดูตารางเปรียบเทียบมวยคู่นี้กันแบบจุดต่อจุด



ซื้อประกันรถยนต์ที่ OOHOO ดีอย่างไร

ผ่อนเงินสด 0% ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้

ผ่อนเงินสด 0%
ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้

การันตีราคาถูกที่สุด เจอที่อื่นถูกกว่าเราพร้อมคืนเงินทันที

การันตีราคาถูกที่สุด
เจอที่อื่นถูกกว่าเราพร้อมคืนเงินทันที

เปรียบเทียบได้เลย เช็คราคา ความคุ้มค่าก่อนสั่งซื้อ

เปรียบเทียบได้เลย
เช็คราคา ความคุ้มค่าก่อนสั่งซื้อ

ซื้อเองได้ 24 ชั่วโมง จ่ายงวดแรกคุ้มครองเลย

ซื้อเองได้ 24 ชั่วโมง
จ่ายงวดแรกคุ้มครองเลย

รับกรมธรรม์ได้เลย ผ่านระบบออนไลน์

รับกรมธรรม์ได้เลย
ผ่านระบบออนไลน์

เจ้าหน้าที่พร้อมบริการด้วยใจเมื่อคุณต้องการคำแนะนำ

เจ้าหน้าที่พร้อมบริการด้วยใจ
เมื่อคุณต้องการคำแนะนำ



4. ความเสี่ยงและบทลงโทษ: ไม่มี พ.ร.บ. เสี่ยงโดนปรับเท่าไหร่?

       เนื่องจาก พ.ร.บ. เป็นกฎหมายภาคบังคับ การละเลยหรือไม่ยอมต่ออายุจึงมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก ทั้งในแง่ของกฎหมายและค่าใช้จ่ายจริงเมื่อเกิดเรื่อง

โทษปรับทางกฎหมาย

       หากคุณขับรถที่ไม่มี พ.ร.บ. หรือปล่อยให้ พ.ร.บ. ขาดต่ออายุ จะต้องเจอกับโทษปรับดังนี้

  1. เจ้าของรถยนต์ ที่ไม่จัดให้มี พ.ร.บ. มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  2. ผู้ขับขี่ ที่นำรถที่ไม่มี พ.ร.บ. มาใช้งาน มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  3. ถ้าคุณเป็นทั้งเจ้าของรถและเป็นคนขับเองด้วย แล้วปล่อยให้ พ.ร.บ. ขาด ความผิดจะนับเป็น 2 กระทง มีโทษปรับรวมกันสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท

ผลกระทบลูกโซ่: ต่อภาษีรถยนต์ประจำปีไม่ได้

       การจะไปต่อภาษีรถยนต์ประจำปี (หรือที่หลายคนเรียกว่าการต่อทะเบียน/ป้ายภาษีสี่เหลี่ยม) สิ่งที่กรมการขนส่งทางบกจะเรียกตรวจเป็นอันดับแรกคือ "หางตั๋ว พ.ร.บ. ที่ยังไม่หมดอายุ" ดังนั้น ถ้าไม่มี พ.ร.บ. คุณจะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้ และถ้าปล่อยให้ภาษีขาดต่ออายุเกิน 3 ปี รถของคุณจะโดนระงับป้ายทะเบียนทันที แถมเวลานำรถไปวิ่งบนถนนแล้วโดนตำรวจเรียก ตรวจเจอภาษีขาด ก็จะมีโทษปรับเพิ่มอีกกระทงหนึ่งด้วย

ความเสี่ยงขั้นสุดยอดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

       ลองจินตนาการว่า หากวันหนึ่งเกิดโชคร้าย ขับรถไปชนคนเดินถนนบาดเจ็บสาหัส โดยที่รถคันนั้น ไม่มี พ.ร.บ. และไม่มีประกันรถยนต์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

  • คุณต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ผู้บาดเจ็บเองทั้งหมดแบบเต็มจำนวน
  • หากไม่มีเงินจ่าย สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย จะเข้ามาจ่ายสำรองให้ผู้บาดเจ็บไปก่อน แต่หลังจากนั้น กองทุนจะตามมา เรียกเก็บเงินคืนจากคุณ พร้อมบวกเงินเพิ่ม (เบี้ยปรับ) อีก 20% ของค่าเสียหายทั้งหมด
  • ต้องควักเงินตัวเองซ่อมรถคู่กรณี และซ่อมรถตัวเองทั้งหมด

        จากราคาค่า พ.ร.บ. รถยนต์ปกติที่อยู่ระดับหลักร้อยบาทต่อปี (ประมาณ 600 - 1,100 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดเครื่องยนต์) อาจจะกลายเป็นหนี้สินหลักแสนหรือหลักล้านบาทได้ในพริบตาเพียงเพราะคำว่า "เดี๋ยวค่อยต่อ"

5. สรุปคำถามยอดฮิตที่คนมีรถมักสงสัย

  • ถาม: มี พ.ร.บ. อยู่แล้ว ไม่ทำประกันรถยนต์ได้ไหม?

    • ตอบ: ในแง่กฎหมายคือ "ได้" ไม่ผิดกฎหมาย แต่ในแง่ความเสี่ยงคือ "อันตรายมาก" เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุชนยับขึ้นมา พ.ร.บ. จะช่วยจ่ายแค่ค่าหมอของคน ส่วนค่าซ่อมรถของคุณและคู่กรณี คุณต้องควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด ถ้าไม่อยากเสี่ยงล้มละลายเพราะค่าซ่อมรถ แนะนำให้ทำประกันรถยนต์พ่วงไว้ด้วยเสมอ

  • ถาม: มีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แล้ว ไม่ทำ พ.ร.บ. ได้ไหม?

    • ตอบ: "ไม่ได้เด็ดขาด" เพราะผิดกฎหมายและจะต่อภาษีรถยนต์ไม่ได้ นอกจากนี้ ประกันภัยรถยนต์ทุกบริษัทจะมีเงื่อนไขว่า หากเกิดอุบัติเหตุที่มีคนบาดเจ็บ ประกันจะให้ พ.ร.บ. จ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกก่อน (ตามวงเงิน พ.ร.บ.) แล้วประกันจึงจะจ่ายส่วนเกินให้ หากคุณไม่มี พ.ร.บ. คุณอาจจะต้องควักเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนแรกนั้นเองแทน พ.ร.บ.

  • ถาม: พ.ร.บ. กับ ประกันรถยนต์ ควรเลือกทำอย่างไรดี?

    • ตอบ: สูตรสำเร็จที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนรักรถคือ "ต้องทำคู่กันเสมอ" โดย พ.ร.บ. ทำเพื่อทำตามกฎหมายและคุ้มครองชีวิตคน ส่วนประกันรถยนต์เลือกประเภท (ชั้น 1, 2+, 3+) ตามงบประมาณและพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเอง เพื่อปกป้องทรัพย์สินไม่ให้เสียหาย

       หวังว่าบทความนี้จะช่วยเคลียร์คัตทุกความสับสนให้เห็นภาพชัดเจนแล้วว่า พ.ร.บ. มีไว้เพื่อปกป้องชีวิตคน ส่วนประกันรถยนต์มีไว้เพื่อปกป้องทรัพย์สินและเงินในกระเป๋าของคุณ ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกันเลย แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อเป็นเกราะป้องกันอุบัติเหตุแบบ 360 องศา

       อย่าปล่อยให้ พ.ร.บ. ขาดแม้แต่เพียงวันเดียว เพราะอุบัติเหตุและกฎหมายไม่เคยรอใคร สละเวลาตรวจสอบวันหมดอายุบนหน้ารถของคุณตอนนี้ เพื่อความอุ่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่

       และสำหรับใครที่เช็กแล้วพบว่า พ.ร.บ. หรือประกันรถยนต์กำลังจะหมดอายุ หรืออยากได้ความคุ้มครองเพิ่มเพื่อความอุ่นใจ สามารถเข้ามาเลือกซื้อและเปรียบเทียบราคาได้ง่าย ๆ ที่ OOHOO ประกันรถยนต์ออนไลน์ แพลตฟอร์มที่รวมประกันภัยและ พ.ร.บ. จากบริษัทชั้นนำไว้มากที่สุด ซื้อง่าย จ่ายสะดวก คุ้มครองทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ให้เรื่องประกันรถยนต์เป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ ซื้อ พ.ร.บ. และประกันรถยนต์ครั้งต่อไป มั่นใจ เลือก OOHOO ประกันออนไลน์