เช็คราคาเบี้ยประกันรถยนต์
เปรียบเทียบได้มากกว่า 24 บริษัทประกัน

เลือกประเภทรถ

ประกันรถยนต์ ผ่อนเงินสด 0%
ลดทั้งเว็บสูงสุด 25%

ลดราคาทั้งเว็บสูงสุด

ซื้อประกันรถยนต์ รับกรมธรรม์ออนไลน์

ลดราคาทั้งเว็บสูงสุด

เปรียบเทียบแพ็กเกจจากหลากหลายบริษัทชั้นนำ

ลดราคาทั้งเว็บสูงสุด

ซื้อได้เองทุกที่ 24 ชม. ไม่โทรกวนใจ

ลดราคาทั้งเว็บสูงสุด

เช็คเบี้ยฟรี การันตีราคาถูก

ประกันรถยนต์ ผ่อนเงินสด 0% ลดทั้งเว็บสูงสุด 25%

ทำไมต้องซื้อประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์เปรียบเสมือนตัวช่วยรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน น้ำท่วมรถจากภัยธรรมชาติ เมื่อเกิดความเสียหายต่อรถของคุณ บริษัทประกันภัยที่ให้บริการประกันรถยนต์ก็จะช่วยชดเชยความเสียหายตามความคุ้มครองในกรมธรรม์ของคุณ ซึ่งคุณสามารถเลือกความคุ้มครองได้เอง(ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ) ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1, ชั้น 2+, ชั้น 2, ชั้น 3+ หรือชั้น 3

ประกันรถยนต์คืออะไร

ประกันรถยนต์ คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ประสงค์ทำประกันภัยและบริษัทประกันภัย โดยเป็นข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยในการต้องให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ของผู้ทำประกันภัย ทั้งความเสียหายจากอุบัติเหตุ สูญหายจากการถูกขโมย หรือภัยพิบัติธรรมชาติ โดยผู้ทำประกันจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันให้แก่บริษัทประกัน เพื่อให้บริษัทประกันให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยประกันรถยนต์จะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ประกันภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. และ ประกันภาคสมัครใจที่ให้ความคุ้มครองโดยบริษัทเอกชน เช่น ประกันรถยนต์ชั้น 1, 2+, 2, 3+, 3

ซื้อประกันรถยนต์ที่ OOHOO ดีอย่างไร

ผ่อนเงินสด 0% ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้

ผ่อนเงินสด 0%
ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้

การันตีราคาถูกที่สุด เจอที่อื่นถูกกว่าเราพร้อมคืนเงินทันที

การันตีราคาถูกที่สุด
เจอที่อื่นถูกกว่าเราพร้อมคืนเงินทันที

เปรียบเทียบได้เลย เช็คราคา ความคุ้มค่าก่อนสั่งซื้อ

เปรียบเทียบได้เลย
เช็คราคา ความคุ้มค่าก่อนสั่งซื้อ

ซื้อเองได้ 24 ชั่วโมง จ่ายงวดแรกคุ้มครองเลย

ซื้อเองได้ 24 ชั่วโมง
จ่ายงวดแรกคุ้มครองเลย

รับกรมธรรม์ได้เลย ผ่านระบบออนไลน์

รับกรมธรรม์ได้เลย
ผ่านระบบออนไลน์

เจ้าหน้าที่พร้อมบริการด้วยใจเมื่อคุณต้องการคำแนะนำ

เจ้าหน้าที่พร้อมบริการด้วยใจ
เมื่อคุณต้องการคำแนะนำ

4 ขั้นตอนการซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ ที่อู้หู

check-compare

เช็คราคาประกัน

เปรียบเทียบเบี้ยประกัน
ง่ายๆ 24 ชั่วโมง

fill

กรอกข้อมูล

รายละเอียดผู้เอาประกัน
และข้อมูลรถ

payment

จ่ายเบี้ยประกัน

เลือกชำระเบี้ยประกันแบบเงินสด
หรือบัตรเครดิต

protection

รับความคุ้มครอง

รับกรมธรรม์ผ่านช่องทาง
ออนไลน์

พันธมิตรบริษัทประกันรถยนต์ชั้นนำ 24 บริษัทของเรา

OOHOO.io รวมประกันรถยนต์ ที่คัดสรรมาแล้วจากบริษัทประกันชั้นนำกว่า 24 บริษัท ให้คุณเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์เพียงไม่กี่ขั้นตอน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง



"ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง"

รีวิวจากผู้ซื้อจริง

รีวิว/แชร์ประสบการณ์จากลูกค้าของเรา การันตีจากเสียงลูกค้าผู้ใช้งานจริง OOHOO.io

ประกันรถยนต์ มีกี่ประเภทต่างกันยังไง ?

ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์แต่ละประเภท

ความคุ้มครองประกันรถยนต์ ชั้น 1

คุ้มครองรถชน คุ้มครองรถหาย คุ้มครองไฟไหม้ คุ้มครองน้ำท่วม คุ้มครองภัยธรรมชาติ

คุ้มครองทุกกรณี เคลมทุกกรณี ดูแลทุกความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ เนื่องจากอุบัติเหตุที่มีการเฉี่ยว ชน หรือพลิกคว่ำ ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด จะมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณีก็ได้ ดูแลในกรณีที่รถยนต์หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มากับรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้

ค้นหาประกันรถยนต์ชั้น 1

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ พ.ร.บ.

คุ้มครองรถยนต์ คุ้มครองรถชน

เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะเหตุ ประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงที กรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่า ปลงศพ กรณีเสียชีวิต

ค้นหา พ.ร.บ.

ความคุ้มครองประกันรถยนต์ ชั้น 2+

คุ้มครองรถชน คุ้มครองรถหาย คุ้มครองไฟไหม้

คุ้มครองเฉพาะรถชนกับรถ และรถยนต์สูญหายไฟไหม้ ดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ เนื่องจากอุบัติเหตุที่มีการเฉี่ยว ชน หรือ พลิกคว่ำกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น (รถที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์) ดูแลในกรณีที่รถยนต์หรืออุปกรณ์ตกแต่งที่มากับรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ และชีวิตร่างกายอนามัยของบุคคลภายนอกและภายในรถ

ค้นหาประกันรถยนต์ชั้น 2+

ความคุ้มครองประกันรถยนต์ ชั้น 2

คุ้มครองรถชน คุ้มครองรถหาย คุ้มครองไฟไหม้

คุ้มครองคู่กรณี ทรัพย์สินบุคคลอื่น และสูญหายไฟไหม้ (ไม่นิยมในท้องตลาด เนื่องจากมีประกันรถยนต์ชั้น 2+ และประกันรถยนต์ชั้น 3+ เป็นทางเลือกที่ดีกว่า)

ค้นหาประกันรถยนต์ชั้น 2

ความคุ้มครองประกันรถยนต์ ชั้น 3+

คุ้มครองรถชน

คุ้มครองเฉพาะรถชนกับรถ ดูแลความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ เนื่องจากอุบัติเหตุที่มีการเฉี่ยว ชน หรือพลิกคว่ำกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น (รถที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์) และชีวิตร่างกายอนามัยของบุคคลภายนอกและภายในรถ

ค้นหาประกันรถยนต์ชั้น 3+

ความคุ้มครองประกันรถยนต์ ชั้น 3

คุ้มครองรถชน

คุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินคู่กรณีและชีวิตร่างกายอนามัยของบุคคลภายนอกและภายในรถ

ค้นหาประกันรถยนต์ชั้น 3

เคลมสด" vs "เคลมแห้ง" ต่างกันอย่างไร?

ในการใช้รถยนต์ อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การเข้าใจประเภทของการเคลมจะช่วยให้คุณรักษาผลประโยชน์และจัดการสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ โดยทั่วไปการเคลมประกันรถยนต์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1. การเคลมสด (Fresh Claim) แจ้งปุ๊บ มาปั๊บ

คือการแจ้งเคลมทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ โดยที่รถและคู่กรณียังอยู่ในที่เกิดเหตุ (หรือความเสียหายรุนแรงจนต้องมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบทันที)

  • ลักษณะที่เข้าข่าย: รถชนรถที่มีคู่กรณี, รถชนเสา/กำแพงจนขับต่อไม่ได้, มีผู้บาดเจ็บในที่เกิดเหตุ
  • ขั้นตอนสำคัญ
    • ตั้งสติ: ถ่ายรูปความเสียหายและทะเบียนรถคู่กรณีไว้เป็นหลักฐาน
    • แจ้งประกัน: โทรหา Call Center ของบริษัทประกันทันที
    • รอเจ้าหน้าที่: พนักงานสำรวจภัย (Surveyor) จะมาประเมินความเสียหายหน้างานและออก "ใบเคลม" ให้ทันที
  • จุดเด่น: ได้ใบเคลมรวดเร็ว ไม่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) หากระบุคู่กรณีได้ชัดเจน และใบเคลมมีอายุการใช้งาน 1 ปี

2. การเคลมแห้ง (Dry Claim) แจ้งทีหลัง เคลมเมื่อไหร่ก็ได้

คือการแจ้งเคลมความเสียหายที่เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว หรือเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยที่ไม่มีคู่กรณี และไม่จำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่ประกันออกมาตรวจสอบ ณ จุดเกิดเหตุทันที

  • ลักษณะที่เข้าข่าย: รอยขีดข่วนจากการเฉี่ยวชนเล็กน้อย, หินดีดกระจกแตก, ถอยรถเบียดกระถางต้นไม้ในบ้าน
  • ขั้นตอนสำคัญ
    • รวบรวมข้อมูล: จดจำวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุให้ได้มากที่สุด
    • แจ้งเคลม: โทรแจ้งบริษัทประกันเพื่อขอเลขเคลม หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชัน
    • นัดซ่อม: นำรถเข้าศูนย์หรืออู่ในเครือตามสะดวกก่อนที่กรมธรรม์จะหมดอายุ
  • จุดเด่น: สะดวก ไม่ต้องเสียเวลารอเจ้าหน้าที่กลางถนน แต่ อาจต้องเสียค่า Excess 1,000 บาทโดยประมาณ ต่อเหตุการณ์ หากไม่สามารถระบุวัน เวลา หรือคู่กรณีที่ชัดเจนได้

เช็คลิสต์เอกสารที่ต้องเตรียม

ไม่ว่าจะเคลมแบบไหน คุณควรมีเอกสารเหล่านี้พร้อมเสมอ เพื่อความรวดเร็วในการประสานงาน

  1. 1. กรมธรรม์ประกันภัย (หรือเลขกรมธรรม์)
  2. 2. ใบขับขี่ ของผู้ขับขี่ขณะเกิดเหตุ
  3. 3. สำเนาทะเบียนรถ
  4. 4. บัตรประชาชน
💡 OOHOO Tips: การเคลมแห้งหลายๆ จุดพร้อมกันก่อนหมดปี (การเคลมรอบคัน) อาจส่งผลให้เบี้ยประกันปีต่ออายุสูงขึ้นเนื่องจากเสียประวัติ ดังนั้นควรประเมินความคุ้มค่าก่อนการแจ้งเคลม

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองทุกกรณี จริงหรือไม่?

คำตอบคือ จริง…แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์ เพราะประกันชั้น 1 ไม่ได้คุ้มครองแค่ “รถชนรถ” เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเหตุการณ์อื่น ๆ ที่หลายคนคาดไม่ถึง เช่น

ตัวอย่างกรณีที่ประกันชั้น 1 คุ้มครอง

  • 1.รถชนเสาไฟ เสาอาคาร กำแพง หรือสิ่งกีดขวาง
  • 2.สัตว์ตัดหน้า เช่น สุนัข วัว ควาย ทำให้รถเสียหาย
  • 3.รถพลิกคว่ำ รถตกข้างทาง
  • 4.อุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี
  • 5.ไฟไหม้ รถหาย น้ำท่วม
  • 6.ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ (ตามเงื่อนไขกรมธรรม์)

ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กหรือใหญ่ ประกันชั้น 1 ก็ยังช่วยดูแลค่าซ่อมรถของคุณได้อย่างครบถ้วน ทั้งซ่อมอู่หรือซ่อมห้าง (ขึ้นอยู่กับแผนที่เลือก) แต่ก็ยังมี ข้อยกเว้นสำคัญ ที่ผู้เอาประกันควรรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธค่าสินไหม

กรณีที่ประกันชั้น 1 ไม่คุ้มครอง

  • 1.เมาแล้วขับ หรือใช้สารเสพติด
  • 2.ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่ หรือใบขับขี่หมดอายุ
  • 3.การแข่งรถในทางสาธารณะ
  • 4.การใช้รถผิดประเภท เช่น รถส่วนบุคคลนำไปใช้รับจ้าง หรือใช้เชิงพาณิชย์โดยไม่แจ้งบริษัทประกัน
  • 5.ความเสียหายจากการดัดแปลงรถผิดกฎหมาย เช่น โหลดเตี้ยเกินกฎหมาย เปลี่ยนโครงสร้างรถโดยไม่ได้รับอนุญาต

ข้อยกเว้นเหล่านี้เป็นเงื่อนไขมาตรฐานที่พบได้ในกรมธรรม์เกือบทุกบริษัท

กรณีศึกษาจากสถานการณ์จริง เลือกประกันให้ตรงเหตุการณ์

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของประกันแต่ละชั้นอย่างชัดเจน เราลองมาจำลองสถานการณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยบนท้องถนนเมืองไทยกัน

สถานการณ์: คุณเอเพิ่งได้รับใบขับขี่และซื้อรถมือสองปี 2022 มาฝึกทักษะ วันหนึ่งขณะกำลังถอยรถเข้าบ้านด้วยความไม่ชำนาญ รถเกิดเสียหลักไปครูดกับเสาไฟฟ้าข้างทางจนกันชนบุบและเป็นรอยลึกชัดเจน

วิเคราะห์การเคลม: ในกรณีนี้ หากคุณเอทำ ประกันชั้น 1 จะสามารถแจ้ง "เคลมแห้ง" เพื่อซ่อมแซมความเสียหายได้ทันที แต่หากคุณเอเลือกทำ ชั้น 2+ หรือ 3+ บริษัทประกันจะไม่คุ้มครอง เนื่องจากเงื่อนไขของประกันทั้งสองชั้นนี้จะซ่อมรถเราเฉพาะเมื่อ "ชนกับยานพาหนะทางบก" (รถชนรถ) และต้องมีคู่กรณีเท่านั้น กรณีชนเสาไฟแบบนี้ คุณเอจำเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าซ่อมเองทั้งหมด

สถานการณ์: คุณบีขับรถไปทำงานตามปกติ แต่เกิดพายุฝนกระหน่ำจนเกิดน้ำรอการระบายสูงท่วมพื้นถนน คุณบีจำเป็นต้องขับฝ่าจนน้ำเข้าเครื่องยนต์และรถดับสนิทกลางทาง

วิเคราะห์การเคลม: สำหรับผู้ที่มี ประกันชั้น 1 โดยส่วนใหญ่จะมีความคุ้มครองภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม) รวมอยู่ด้วย ทำให้สามารถแจ้งเคลมค่าล้างเครื่องยนต์หรือค่าซ่อมแซมได้ แต่สำหรับผู้ที่ทำ ชั้น 2+ ต้องตรวจสอบในกรมธรรม์อย่างละเอียดว่ามี "ความคุ้มครองเสริม (Endorsement)" เรื่องน้ำท่วมระบุไว้หรือไม่ หากไม่มีระบุไว้ คุณบีอาจต้องแบกรับภาระค่าซ่อมเครื่องยนต์ที่อาจสูงถึงหลักหลายหมื่นบาทด้วยตัวเอง

สถานการณ์: คุณซีจอดรถทิ้งไว้ในห้างสรรพสินค้า เมื่อกลับมาพบว่าไฟท้ายแตกและมีรอยบุบใหญ่ แต่กล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นไม่สามารถจับภาพทะเบียนรถคู่กรณีได้ชัดเจน

วิเคราะห์การเคลม: แม้คุณซีจะทำ ประกันชั้น 1 ซึ่งคุ้มครองการชนทุกกรณี แต่เนื่องจากไม่สามารถระบุคู่กรณีที่ชัดเจนได้ (ชนแล้วหนี) ตามกฎของ คปภ. คุณซีอาจต้องจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess)" ประมาณ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ เพื่อดำเนินการแจ้งซ่อม

วิธีตัดสินใจเลือกซื้อประกันรถยนต์

ก่อนจะตัดสินใจควักเงินจ่ายค่าประกันฉบับไหน ลองมาทำ "4 เช็กช่วยเลือก" เพื่อวิเคราะห์การใช้งานของตัวเองกันก่อน

  • เช็กฝีมือการขับ: ถ้าคุณเพิ่งหัดขับหรือยังไม่ค่อยชำนาญ การถอยเบียดเสาหรือครูดฟุตบาท (แบบไม่มีคู่กรณี) มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงมากครับ กรณีนี้ ประกันชั้น 1 คือคำตอบที่ช่วยให้คุณอุ่นใจที่สุด เพราะเคลมได้ครอบคลุมกว่า
  • เช็กสภาพรถ: รถใหม่ป้ายแดงแน่นอนว่าใครก็รักและอยากให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด แต่ถ้าเป็นรถเริ่มมีอายุและไม่ค่อยได้ขับไปไหน การขยับลงมาเลือก ประกันชั้นรองลงมา (เช่น 2+ หรือ 3+) ก็เป็นทางเลือกที่ฉลาด เพราะช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันไปได้เยอะเลยครับ
  • เช็กที่จอดและเส้นทางที่ใช้: ลองดูว่าแถวบ้านหรือที่ทำงานมีจุดเสี่ยงไหม เช่น ฝนตก น้ำท่วมขังทุกที หรือต้องไปจอดรถในที่เปลี่ยวที่เสี่ยงต่อการโดนขโมยบ่อยๆ ถ้ามีความเสี่ยงเหล่านี้ ควรเลือกแผนที่คุ้มครองเรื่อง น้ำท่วมและรถหาย ติดไว้ด้วยครับ
  • เช็กงบในกระเป๋า: การเลือกประกันคือการหาสมดุลระหว่าง "เบี้ยที่จ่ายไหวในวันนี้" กับ "ความเสี่ยงที่รับได้ในวันหน้า" ครับ การเลือกประกันที่ถูกที่สุดอาจดูคุ้มตอนจ่ายเบี้ย แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วความคุ้มครองไม่ถึง คุณอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าซ่อมเองจนปวดหัวได้
  • ทุนประกัน (Sum Insured): วงเงินสูงสุดที่บริษัทประกันจะจ่ายชดเชยให้เมื่อเกิดความเสียหายต่อรถยนต์ตามที่ระบุในกรมธรรม์
  • เบี้ยประกัน (Insurance Premium): จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายให้กับบริษัทประกัน เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองตามระยะเวลาที่กำหนด
  • ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible): ค่าใช้จ่ายที่เราตกลงจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุแบบ "มีคู่กรณีชัดเจน" เพื่อช่วยลดราคาเบี้ยประกันให้ถูกลง
  • ค่า Excess: ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ ที่ต้องจ่ายตามกฎ คปภ. เมื่อแจ้งเคลมแบบ "ไม่มีคู่กรณีชัดเจน" (เช่น หินดีด หรือรอยขีดข่วน)
  • ผู้เอาประกันภัย (Insured): บุคคลที่มีชื่อเป็นเจ้าของกรมธรรม์และได้รับความคุ้มครองตามที่ระบุไว้
  • ผู้รับประโยชน์ (Beneficiary): บุคคลหรือสถาบันการเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ว่าเป็นผู้รับเงินชดเชย (เช่น กรณีรถหายหรือไฟไหม้ในขณะที่ยังผ่อนไฟแนนซ์)
  • กรมธรรม์ (Policy): เอกสารสัญญาความคุ้มครองระหว่างผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัย
  • ซ่อมห้าง (Dealer Garage): การนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการมาตรฐานของยี่ห้อรถนั้น ๆ ซึ่งจะได้อะไหล่แท้จากโรงงานผู้ผลิต
  • ซ่อมอู่ (Contracted Garage): การนำรถเข้าซ่อมที่อู่นอกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและอยู่ในเครือข่ายของบริษัทประกัน
  • ประวัติดี (No Claim Bonus - NCB): ส่วนลดค่าเบี้ยประกันในปีต่ออายุ สำหรับผู้ที่ขับขี่ดีและไม่มีการแจ้งเคลมที่เป็นฝ่ายผิด
  • ฝ่ายถูก (Not-at-Fault): กรณีที่อุบัติเหตุเกิดจากความประมาทของอีกฝ่าย และเรามีหลักฐานยืนยันชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเสียประวัติและไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก
  • ความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss): กรณีที่รถเสียหายหนักจนค่าซ่อมเกิน 70-80% ของมูลค่ารถ บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยเต็มทุนประกันและคืนซากรถ

เจาะลึกความแตกต่าง ประกันชั้น 1 vs ประกันชั้น 2+


ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองครบที่สุด

ประกันชั้น 1 คือ "ที่สุด" ของความอุ่นใจ เหมาะสำหรับรถใหม่ รถหรู หรือผู้ที่ต้องการความสบายใจสูงสุด

  • จุดเด่น: เคลมได้แม้ "ไม่มีคู่กรณี" (เช่น ถอยชนเสา, ก้อนหินดีด, กิ่งไม้ตกใส่, โดนกรีดรถ)
  • ความคุ้มครอง: ครอบคลุมทั้งรถเขา รถเรา สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม และภัยก่อการร้าย
  • ทุนประกัน: อ้างอิงตามมูลค่าราคากลางของรถยนต์ (ประมาณ 80-90% ของราคาซื้อขาย)
  • ราคาเบี้ยประกัน (โดยประมาณ): 6,450 - 30,000+ บาท/ปี

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ความคุ้มค่าที่ใกล้เคียงชั้น 1

ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคนขับเก่งที่ต้องการประหยัดงบ

  • จุดเด่น: คุ้มครองเกือบเท่าชั้น 1 แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ "ต้องเป็นอุบัติเหตุรถชนรถ (ยานพาหนะทางบก) และต้องมีคู่กรณีเท่านั้น" ถึงจะเคลมซ่อมรถเราได้
  • ความคุ้มครอง: รถเรา (กรณีชนกับรถ), รถเขา, รถหาย, ไฟไหม้ (และหลายบริษัทรวมน้ำท่วมให้ด้วย)
  • ทุนประกัน: เลือกได้ตามใจส่วนใหญ่เริ่มที่ 100,000 - 500,000 บาท
  • ราคาเบี้ยประกัน (โดยประมาณ): 4,534 - 8,500 บาท/ปี

ข้อดีและข้อเสียที่ต้องพิจารณา ระหว่างประกันรถยนต์ชั้น 1 และ 2+

การเลือกประเภทประกันภัยไม่ใช่เพียงการเลือกซื้อความคุ้มครอง แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน ในปี 2569 ที่ค่าแรงและค่าอะไหล่เทคโนโลยีมีการปรับตัวสูงขึ้น นี่คือรายละเอียดที่คุณต้องทราบก่อนเซ็นสัญญา

ประกันรถยนต์ชั้น 1

ข้อดี: ความอุ่นใจไร้ขีดจำกัดและสิทธิประโยชน์ส่วนเพิ่ม

  • นิยามของการลดภาระ: จุดแข็งที่สุดคือความ "จบ" ในกรมธรรม์เดียว ไม่ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายผิด หรือเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี (Single Vehicle Accident) เช่น ถอยชนเสา หินดีด หรือกิ่งไม้หล่นใส่ คุณสามารถแจ้งเคลมเพื่อคืนสภาพรถให้สมบูรณ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิดกับใคร
  • สิทธิพิเศษระดับพรีเมียม: โดยส่วนใหญ่แผนชั้น 1 มักมาพร้อมกับบริการเสริม (Value Added Services) ที่เข้มข้นกว่า เช่น บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง, บริการรถยกฉุกเฉินไม่จำกัดระยะทาง, บริการรถใช้ระหว่างซ่อม, บริการช่างซ่อมกุญแจ, บริการเติมน้ำมันฉุกเฉิน หรือเงินชดเชยรายได้หากต้องนอนโรงพยาบาลจากอุบัติเหตุ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้จริง

ข้อเสีย: ต้นทุนที่สูงและผลกระทบต่อประวัติการขับขี่

  • ภาระค่าเบี้ยประกัน: แลกมาด้วยต้นทุนที่สูงกว่าชั้นอื่นประมาณ 2-3 เท่า ซึ่งอาจเป็นภาระหนักสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมรายจ่ายคงที่
  • ระบบคะแนนพฤติกรรม (UBI - Usage Based Insurance): ภายใต้เกณฑ์การคำนวณเบี้ยแบบใหม่ในปี 2569 หากมีการแจ้งเคลม "แบบไม่มีคู่กรณี" บ่อยครั้ง แม้จะเป็นรอยเพียงเล็กน้อย จะส่งผลโดยตรงต่อคะแนนพฤติกรรมการขับขี่ ทำให้ส่วนลดประวัติดีหายไป และเบี้ยประกันในปีต่อๆ ไปจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประกันรถยนต์ชั้น 2+

ข้อดี: ประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่คุ้มค่า (Cost-Efficiency)

  • ความคุ้มครองหลักที่แข็งแกร่ง: ในสภาวะเศรษฐกิจปี 2569 ที่ทุกคนเน้นความคุ้มค่า ประกันชั้น 2+ คือทางเลือกที่ชาญฉลาด เพราะคุ้มครองความเสี่ยงที่ "ร้ายแรง" (Catastrophic Risks) ได้เทียบเท่าชั้น 1 ทั้งกรณีรถสูญหายจากการโจรกรรม, เหตุไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุชนกับยานพาหนะทางบก
  • เบี้ยประกันที่เข้าถึงง่าย: ช่วยให้คุณเหลือเงินสดไปใช้จ่ายในส่วนอื่น แต่ยังคงมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงรถของคู่กรณีและตัวรถของเราเองเมื่อเกิดการเฉี่ยวชนกันจริง

ข้อเสีย: ข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ (Limitations & Risks)

  • ความเสี่ยงจากการเคลมแบบไร้คู่กรณี: นี่คือจุดอ่อนสำคัญ หากคุณพบรอยขีดข่วนจากการถอยชนกระถางต้นไม้ หรืออุบัติเหตุที่ "ไม่สามารถระบุคู่กรณีที่เป็นยานพาหนะทางบกได้" (เช่น โดนชนแล้วหนีโดยไม่มีกล้องวงจรปิดหรือเลขทะเบียน) คุณจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถตัวเองทั้งหมด 100%
  • ความกดดันในการขับขี่: ผู้ใช้ประกันชั้น 2+ จำเป็นต้องมีความชำนาญในการขับขี่สูงกว่าปกติ เพราะต้องมั่นใจว่าความผิดพลาดส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีคู่กรณี จะไม่สร้างภาระค่าซ่อมก้อนใหญ่ตามมา

3 ข้อที่ควรเช็กก่อนทำประกัน

  • ประเมินความคุ้มค่าจากพฤติกรรมจริง: หากคุณขับรถน้อยหรือมีวินัยสูง ประกันชั้น 2+ จะช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินได้ดีกว่า แต่ถ้ายังกังวลเรื่องอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง ชั้น 1 คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
  • เช็กเงื่อนไข "ค่าเสียหายส่วนแรก" (Deductible): ระวังแผนประกันที่เบี้ยถูกผิดปกติ เพราะอาจพ่วงมาด้วยค่าเสียหายส่วนแรกที่สูงเมื่อต้องแจ้งเคลม ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าอยู่ในระดับที่คุณยอมรับได้
  • ใช้ประโยชน์จากโบรกเกอร์ออนไลน์: อย่าลืมเปรียบเทียบแผนประกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเช็กส่วนลดพิเศษ โปรโมชั่นบัตรเครดิต หรือสิทธิประโยชน์ออนท็อปที่มักจะมีให้เฉพาะการซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลเท่านั้น

บทสรุปการตัดสินใจ เลือกประกันที่ "ใช่" ให้คุ้มค่าที่สุดในปี 2569

การเลือกประกันรถยนต์ในยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก "พฤติกรรมการขับขี่" และ "เทคโนโลยีของตัวรถ" เป็นสำคัญ โดยมีหลักเกณฑ์การตัดสินใจง่ายๆ ดังนี้

  • เลือก ประกันชั้น 1 (The Absolute Protection): เหมาะสำหรับรถใหม่ป้ายแดง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถที่มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) ซึ่งมีค่าอะไหล่และเซนเซอร์ราคาสูง รวมถึงผู้ขับขี่ที่ต้องการความสบายใจสูงสุด ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงแม้แต่รอยขีดข่วนเล็กน้อย การจ่ายเบี้ยที่สูงกว่าคือการ "ซื้อความสะดวกสบาย" และบริการเสริมที่ครบวงจร
  • เลือก ประกันชั้น 2+ (The Smart Saver): ทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับนักขับมือโปรที่มีประวัติการขับขี่ดี หากย้อนดูประวัติ 12 เดือนล่าสุดแล้วคุณไม่เคยเคลมแบบไม่มีคู่กรณีเลย การขยับมาใช้ชั้น 2+ จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้หลักหมื่นบาท โดยที่ยังคงความคุ้มครองความเสี่ยงร้ายแรงอย่าง รถหาย, ไฟไหม้ และการชนหนัก (รถชนรถ) ไว้ครบถ้วน

เลือกประกันรถยนต์ไฟฟ้า EV แบบไหนดี?

OOHOO.io คัดสรรความคุ้มค่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแต่ละบริษัท การเลือก ประกันรถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่แค่ดูราคาถูก แต่ต้องดู “ความคุ้มครองที่ใช่” โดยเฉพาะแบตเตอรี่และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพราะหากเกิดความเสียหาย ค่าใช้จ่ายอาจสูงกว่าที่คิดหลายเท่า แพลตฟอร์มโบรกเกอร์อย่าง OOHOO.io ช่วยให้คุณเปรียบเทียบหลายบริษัทในที่เดียว เลือกแผนที่เหมาะกับงบ ซื้อออนไลน์ได้ทันที อย่าปล่อยให้รถ EV ของคุณเสี่ยงโดยไม่มีแผนป้องกันที่ดี

เจาะลึกประเภทความคุ้มครอง ความต่างของแต่ละชั้นประกัน

ในประเทศไทย ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจถูกแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนี้

● ประกันรถยนต์ชั้น 1 ความอุ่นใจระดับสูงสุด (All-In-One)

นี่คือ "พี่ใหญ่" ของวงการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับรถใหม่หรือผู้ที่ต้องการความสบายใจแบบเบ็ดเสร็จ

  • ขอบเขตความคุ้มครอง: ดูแลทั้งรถคู่กรณีและรถของเรา ไม่ว่าจะชนกับรถด้วยกัน หรือชนสิ่งของ (เคลมแห้ง) รวมถึงครอบคลุมเหตุการณ์รถหาย ไฟไหม้ และภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วม
  • จุดเด่น: สามารถเคลมได้แม้ไม่มีคู่กรณีที่เป็นยานพาหนะ ทำให้รถของคุณดูใหม่เสมอ

● ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ความคุ้มค่าที่มาพร้อมความคุ้มครองรถหาย

ทางเลือกยอดนิยมสำหรับ คนขับที่เริ่มมีความชำนาญ และรถที่มีอายุการใช้งาน 5-10 ปี

  • ขอบเขตความคุ้มครอง: ซ่อมรถคู่กรณี และซ่อมรถเรา (เฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น) พร้อมคุ้มครองกรณีรถหายและไฟไหม้
  • จุดเด่น: ราคาถูกกว่าชั้น 1 อย่างเห็นได้ชัด แต่ยังได้รับความอุ่นใจเรื่องรถหายและไฟไหม้ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่

● ประกันรถยนต์ชั้น 2 เน้นคุ้มครองบุคคลภายนอกและรถหาย

ชั้นนี้อาจจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก แต่ เหมาะสำหรับคนที่มั่นใจในฝีมือการขับขี่ แต่กังวลเรื่องรถถูกขโมย

  • ขอบเขตความคุ้มครอง: รับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณี และคุ้มครองรถเราเฉพาะกรณีหายหรือไฟไหม้ (ไม่ซ่อมรถเราหากเกิดอุบัติเหตุ)

● ประกันรถยนต์ชั้น 3+ เน้นรับผิดชอบการเฉี่ยวชน

เหมาะสำหรับรถเก่า หรือรถที่ใช้งานน้อย และเจ้าของไม่ได้กังวลเรื่องการโจรกรรม

  • ขอบเขตความคุ้มครอง: ซ่อมเขาและซ่อมเราเฉพาะกรณี "รถชนรถ" เท่านั้น
  • จุดเด่น: เบี้ยประกันราคาประหยัดและคงที่ ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี

● ประกันรถยนต์ชั้น 3 พื้นฐานความปลอดภัยที่ต้องมี

เหมาะสำหรับรถที่มีอายุมาก หรือรถที่นานๆ จะนำออกมาขับสักครั้ง

  • ขอบเขตความคุ้มครอง: ซ่อมเฉพาะรถของคู่กรณีเท่านั้น เพื่อป้องกันภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลหากเราไปเฉี่ยวชนรถที่มีราคาสูง
  • จุดเด่น: เบี้ยประกันหลักพันต้นๆ แต่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้มหาศาล

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายคุ้มครองจัดเต็ม หรือสายประหยัดที่เน้นความสมเหตุสมผล... ให้ OOHOO ประกันรถยนต์ออนไลน์ เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับคุณ!

เราได้รวบรวมแพ็กเกจประกันภัยจากบริษัทชั้นนำมาให้คุณ เช็กราคาและเปรียบเทียบ ได้ง่ายๆ ภายในไม่กี่คลิก ซื้อเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับกรมธรรม์ออนไลน์ทันที ประหยัดทั้งเวลาและค่าเบี้ยในราคาที่ถูกกว่า

เลือกประกันที่ตอบโจทย์ชีวิตปี 2569 ของคุณได้ที่ OOHOO.io ประกันออนไลน์ ง่ายๆ อู้หูเลย!

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) - ประกันรถยนต์

ที่ OOHOO.io คุณสามารถ เช็คราคาและเปรียบเทียบแผนประกัน จากบริษัทชั้นนำได้ทันที เลือกผ่อน 0% ได้นานสูงสุด 10 เดือน ซื้อง่ายผ่านออนไลน์ 24 ชม. และได้รับกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์คุ้มครองทัน
ประกันรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองสูงสุด ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์ (ทั้งแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี เช่น ชนเสา รั้ว หรือหินดีด), กรณีรถหาย, ไฟไหม้, น้ำท่วม รวมถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
ประกันรถยนต์ชั้น 1: คุ้มครองครอบคลุมที่สุด ไม่ว่าคุณจะถอยชนเสาไฟฟ้า หินดีดใส่กระจกแตก หรือหาคู่กรณีไม่ได้ ประกันชั้น 1 ก็ดูแลให้ (แต่อาจมีค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไข) ประกันรถยนต์ชั้น 2+: จะซ่อมรถเราก็ต่อเมื่อเกิดการ "ชนกับยานพาหนะทางบก" (รถชนรถ) และต้องระบุคู่กรณีได้เท่านั้นครับ ถ้าถอยชนกำแพงเอง ประกันจะไม่ซ่อมรถเรา แต่ยังซ่อมกำแพงให้คู่กรณี
สามารถเคลมได้ แต่หากเป็นการเคลมแบบไม่มีคู่กรณีที่ชัดเจน (เช่น รอยขีดข่วน หรือรอยบุบจากการใช้งาน) ปกติแล้วจะต้องจ่าย ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) ประมาณ 1,000 - 3,000 บาท ต่อเหตุการณ์ ตามเงื่อนไขของ คปภ.
โดยทั่วไปบริษัทประกันจะรับรถยนต์อายุ 1 - 10 ปี แต่สำหรับบางบริษัทหรือบางแผนประกันที่ OOHOO เรามีดีลพิเศษที่รับรถอายุสูงสุดถึง 12-15 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพรถและประวัติการใช้งาน
ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติรวมถึงน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ปกติ หรือถ้าเสียหายหนักจนซ่อมไม่ได้ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมตามทุนประกันที่ระบุไว้
ซ่อมห้าง (ซ่อมศูนย์): นำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการของยี่ห้อนั้นๆ โดยตรง มั่นใจเรื่องอะไหล่แท้และมาตรฐานช่าง แต่เบี้ยประกันจะสูงกว่า ซ่อมอู่: นำรถเข้าซ่อมกับอู่ในเครือที่บริษัทประกันรับรอง ข้อดีคือเบี้ยถูกกว่า และมักมีอู่ให้เลือกใกล้บ้านมากกว่า
คือจำนวนเงินที่เราตกลงจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิด ข้อดีคือ: ยิ่งระบุค่า Deductible สูง ค่าเบี้ยประกันก็จะยิ่งถูกลง เหมาะสำหรับคนที่ขับรถดีและต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกัน
OOHOO.io มีทางเลือกให้ลูกค้าเสมอ คุณสามารถเลือกผ่อนได้ทั้ง บัตรเครดิต หรือ ผ่อนเงินสด (ไม่มีบัตรก็ผ่อนได้) ตามเงื่อนไขที่ระบุในแต่ละแผนประกัน เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน
มีผล หากมีการเคลมแบบไม่มีคู่กรณีหรือเราเป็นฝ่ายผิด จะทำให้ในปีถัดไปคุณอาจไม่ได้รับ ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus) หรืออาจทำให้เบี้ยประกันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
กรณีที่ผู้ขับขี่ ไม่มีใบขับขี่ / ใบขับขี่หมดอายุ / ถูกเพิกถอน หากเกิดอุบัติเหตุประกันจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของบุคคลภายนอก แต่ ไม่คุ้มครอง ความเสียหายของรถเรา