ติดฟิล์มรถยนต์กรองแสงแบบไหนดี ?

ติดฟิล์มรถยนต์กรองแสงแบบไหนดี ?

04 Jan 2022

แดดประเทศไทยไม่แพ้แดดชาติใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้อน หน้าฝน หรือหน้าหนาวก็ยังคงมีแดดแรงๆที่ทำให้แสบผิวแสบตากันไม่เว้นวัน ผู้ใช้รถยนต์ที่ต้องเจอกับทุกสภาพอากาศในที่โล่งแจ้งจึงเลือกการติดฟิล์มรถยนต์ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิในวันที่มีแสงแดดจัด ป้องกันแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาภายในตัวรถยนต์



การติดฟิล์มนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ฟิมล์ที่มีความเข้มมากเกินไปก็จะทำให้การมองเห็นขณะขับรถยนต์ไม่ชัดเท่าที่ควร หรือการติดฟิล์มที่มีความเข้มน้อยเกินไปก็แทบจะไม่บังแสงแดดเลย ถึงตรงนี้หลายท่านก็ลังเลว่าแบบนี้จะเลือกติดฟิล์มรถยนต์กรองแสงแบบไหนดี ความเข้มเท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับรถยนต์และไม่ลำบากกับสายตาของเราใช่ไหมล่ะครับ เอาล่ะ MR.OOHOO ได้ไปค้นหาคำตอบมาให้ทุกท่านแล้วครับ เรามาดูกันเลย!!

6 ประเภทฟิล์มรถยนต์กรองแสง

1. ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบย้อมสี
ฟิล์มประเภทนี้เป็นแบบธรรมดาทั่วไป ลดความเข้มของแสงได้ โดยอายุการใช้งานจะอยู่ที่ 3 - 5 ปี และฟิล์มประเภทนี้มีราคาที่ไม่สูงมากนัก จึงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่มีงบประมาณจำกัดครับ

ข้อเสีย: ไม่สามารถป้องกันรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต หรือลดอันตรายจากความเข้มของรังสีต่างๆที่มาพร้อมกับแสงแดดได้ รวมถึงสามารถกันความร้อนได้ไม่เกิน 50% เท่านั้น อีกทั้งฟิล์มประเภทนี้สีจะซีดและเพี้ยนค่อนข้างไว เมื่อฟิล์มเสื่อมสภาพจะเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีม่วงและหลุดลอกออกมาจากกระจกเองครับ

2. ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบฉาบไอโลหะ
ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบฉาบไอโลหะหรือฟิล์มปรอท มีลักษณะคล้ายกระจกเงา เป็นฟิล์มรถยนต์ที่ถูกเคลือบผิวด้วยไอโลหะประเภทต่างๆ แต่ไม่มีปรอทผสม สามารถช่วยลดความร้อนได้ถึง 35-90% และป้องกันรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสีต่างๆที่มาพร้อมกับแสงแดดได้พอควร โดยอายุการใช้งานจะอยู่ที่ 5 - 7 ปี ซึ่งก็เป็นที่นิยมในตลาดฟิล์มรถยนต์บ้านเรา เพราะให้ความเป็นส่วนตัว สะท้อนแสงแดดและลดความร้อนภายในห้องโดยสารได้ดีครับ

ข้อเสีย: เนื้อฟิล์มจะมีสีที่สะท้อนแสงกระจกเงาอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆที่ขับตามหลังในช่วงเวลากลางวัน และอาจทำให้อุปกรณ์สื่อสาร เช่น GPS หรือ Easy Pass ใช้งานได้ไม่สะดวกมากเท่าไหร่ครับ

3. ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบเคลือบอนุภาคโลหะ
ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้มีกระบวนการผลิตที่คล้ายกับฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบฉาบไอโลหะ แต่เป็นฟิล์มที่มีเนื้อฟิล์มค่อนข้างหนา มีโลหะผสมอยู่ในเนื้อฟิล์ม แต่ด้วยมีการเรียงตัวของชั้นโลหะที่บางกว่า จึงทำให้ฟิล์มมีความเงาที่น้อยกว่าและมีความใสที่มากขึ้น สามารถลดความร้อนภายในห้องรถยนต์และป้องกันรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสีต่างๆที่มาพร้อมกับแสงแดดได้สูง แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่สูงเช่นเดียวกัน โดยอายุการใช้งานจะอยู่ที่ 5 - 7 ปี ครับ

ข้อเสีย: คล้ายกับฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบฉาบไอโลหะ คืออุปกรณ์สื่อสาร เช่น GPS หรือ Easy Pass ที่ใช้งานได้ไม่สะดวกมากนัก รวมถึงคลายความร้อนได้ช้า เป็นสนิมได้ง่ายครับ

4. ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบอินฟราเรด
เป็นฟิล์มที่ใช้สารพิเศษที่มีคุณสมบัติไปตัดรังสีอินฟราเรดมาใช้ในการเคลือบ ทำให้ป้องกันความร้อนได้ค่อนข้างดีที่สุด และสามารถสะท้อนรังสียูวี รังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสีต่างๆ ที่มาพร้อมกับแสงแดดได้สูงครับ

ข้อเสีย: ฟิล์มมีราคาค่อนข้างสูงครับ

5. ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบนาโน
ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบนาโนหรือฟิล์มเซรามิค เป็นฟิล์มรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ โดยใช้อนุภาคนาโนมาเคลือบเนื้อฟิล์มแทนการเคลือบด้วยโลหะ ฟิล์มรถยนต์ประเภทนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันได้ทั้งความร้อนและรังสียูวีได้ดี เนื้อฟิล์มจะใสไม่สะท้อนแสง ทำให้ไม่บดบังทัศนวิสัยในการขับรถ และให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ดีมากกว่าฟิล์มประเภทอื่น แถมยังมีความทนทานกว่าฟิล์มรถยนต์ทั่วๆไป โดยมีอายุการใช้งานนานเกิน 10 ปีครับ

ข้อเสีย: ฟิล์มชนิดนี้มักจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงครับ

6. ฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบบนิรภัย
ฟิล์มที่มีความหนาตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป แต่ก่อนนิยมใช้ในอาคารตึกสูง แต่ปัจจุบันมีการนำมาใช้ประกอบกับหน้าจอมือถือและกระจกหน้ารถยนต์มากยิ่งขึ้น ฟิล์มประเภทนี้มีคุณสมบัติในการช่วยยึดเกาะแผ่นกระจกให้คงรูปร่างเดิมมากที่สุดและช่วยดูดซับแรงจากการกระแทกได้อีกด้วยครับ

ข้อเสีย: ฟิล์มประเภทนี้มีการติดตั้งด้านนอก ทำให้โดนแดด โดนฝน โดนใบปัดน้ำฝน อายุการใช้งานอาจสั้นลงครับ

การเลือกชนิดของฟิล์มรถยนต์ว่าปวดหัวแล้ว แต่ยังมีการเลือกเปอร์เซ็นต์ความเข้มของฟิล์มรถยนต์ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าครับ หลายคนสงสัยว่าต้องติดฟิล์มรถยนต์ที่ความเข้มกี่เปอร์เซ็นต์ดี สำหรับเปอร์เซ็นต์ความเข้มของฟิล์มรถยนต์มีค่ากำหนดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัทผู้ผลิตจะกำหนดมา โดยจะมีระดับเปอร์เซ็นต์ทั่วไปอยู่ที่ 40, 60 และ 80 ยิ่งระดับเปอร์เซ็นต์สูงมากนั่นหมายถึงประสิทธิภาพการป้องกันความร้อนก็มากยิ่งขึ้นครับ

ติดฟิล์มรถยนต์ความเข้มกี่เปอร์เซ็นต์ดี ?

1. ฟิล์มรถยนต์ความเข้ม 40%
ฟิล์มใสที่มีค่าของแสงส่องผ่านเข้าไปในรถได้อยู่ที่ประมาณ 35% ขึ้นไป เวลาขับในช่วงบ่ายแดดแรงจะร้อนมาก คนจึงไม่ค่อยนิยมติดรอบคันแต่จะเลือกติดแค่กระจกหน้าบานเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความสว่าง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะช่วยให้สามารถมองเห็นเส้นทางได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนท้องถนนหรือพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีไฟส่องสว่างครับ

2. ฟิล์มรถยนต์ความเข้ม 60%
ฟิล์มเข้มที่มีค่าของแสงส่องผ่านเข้าไปในรถได้อยู่ที่ประมาณ 20% รถที่เน้นขับในช่วงเวลากลางวันหรือคนที่สายตาปกติไม่มีปัญหาเรื่องสายตา สามารถติดที่กระจกบานหน้ารถยนต์ได้ เพราะสามารถป้องกันทั้งความร้อนและรังสียูวีได้ดีพอสมควรและยังมองเห็นเส้นทางได้ดี แต่ถ้าเป็นรถที่เน้นขับในช่วงเวลากลางคืนมากกว่าหรือคนที่มีปัญหาสายตาไม่แนะนำให้ติดที่กระจกบานหน้ารถยนต์ เพราะฟิล์มมีความเข้มจะยิ่งทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ครับ

3. ฟิล์มรถยนต์ความเข้ม 80%
ฟิล์มดำเข้มที่มีค่าของแสงส่องผ่านเข้าไปในรถได้อยู่ที่ประมาณเพียง 5% เท่านั้น เหมาะกับวัยรุ่นสายตาดี คนที่เน้นขับในช่วงเวลากลางวันหรือคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งสามารถป้องกันทั้งความร้อนและรังสียูวีได้ดีเยี่ยมไปเลย แต่ถึงแม้จะป้องกันได้ดีมากก็ไม่แนะนำให้ติดที่กระจกบานหน้ารถยนต์โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มองไม่เห็นเส้นทาง จึงเป็นอันตรายมากในการขับรถในช่วงเวลากลางคืน ช่วงเวลาที่ฝนตก หรือเวลาต้องถอยหลังเข้าซองอาจต้องเปิดกระจกเพิ่มความลำบากเข้าไปอีก โดยส่วนใหญ่คนนิยมนำมาติดที่บานข้างรถยนต์มากกว่าครับ

ติดฟิล์มรถยนต์กรองแสงแบบไหนดี ?

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วท่านคงตัดสินใจได้แล้วใช่ไหมครับว่าจะติดฟิล์มรถยนต์กรองแสงแบบไหนดีและจะติดฟิล์มรถยนต์ความเข้มกี่เปอร์เซ็นต์ดี เลือกการป้องกันแสงแดดกันได้แล้วอย่าลืมคำนึงถึงความปลอดภัยในการขับขี่กันด้วยนะครับ เลือกปกป้องคนที่ท่านรักและรถของท่านด้วยประกันรถยนต์ เลือกความคุ้มครองที่ครอบคลุมเพื่อความอุ่นใจ แต่ถ้าหากท่านไม่รู้จะซื้อประกันรถยนต์ที่ไหนดีก็สามารถเช็กเบี้ยประกันรถยนต์พร้อมเปรียบเทียบความคุ้มครองแต่ละบริษัทได้ที่ OOHOO เว็บไซต์ประกันออนไลน์ การันตีเรื่องราคาถูก เจอที่อื่นถูกกว่าเราก็พร้อมคืนเงินทันที แถมเลือกผ่อนเงินสด 0% ได้อีกด้วยคร๊าบบ


ส่วนลดพิเศษจาก OOHOO เพิ่มเพื่อ รับไปเลย