ประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

OOHOO Team · 11 ก.ค. 2025 · อ่าน 10 นาที

ดำเนินการโดย ASN Broker นายหน้าวินาศภัย ว00027/2548

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ แบ่งตามกฎหมายได้ 2 ประเภท ได้แก่ ภาคบังคับหรือ พ.ร.บ. และภาคสมัครใจ โดยภาคสมัครใจยังแยกย่อยเป็นชั้น 1 ชั้น 2+ ชั้น 2 ชั้น 3+ และชั้น 3 ซึ่งคุ้มครองไม่เท่ากัน

บทความนี้อธิบายว่าประกันภัยรถยนต์มีกี่ประเภท แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร ชั้นไหนคุ้มครองอะไร เหมาะกับรถแบบไหน และวิธีเลือกให้ตรงกับการใช้รถจริง ความคุ้มครองและการชดใช้ทุกกรณีเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของแต่ละบริษัท

ประกันภัย รถ มีกี่ประเภท

ตามกฎหมายไทย ประกันภัยรถยนต์แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  • ประกันภาคบังคับ — หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. รถทุกประเภทต้องทำ ทั้งรถยนต์ รถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ ต้องต่ออายุทุกปี ถ้าไม่ต่อจะต่อภาษีรถไม่ได้ และมีโทษปรับตามกฎหมาย

  • ประกันภาคสมัครใจ — เป็นความคุ้มครองที่เลือกทำเพิ่มเองกับบริษัทประกันวินาศภัย ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่เป็นส่วนที่ดูแลค่าซ่อมรถของเราเองและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในวงเงินที่สูงขึ้น ต่ออายุแบบปีต่อปี

สองประเภทนี้ทำหน้าที่คนละอย่างและใช้ควบคู่กัน ไม่ได้ทดแทนกัน

ประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) คุ้มครองอะไร

ภาคบังคับให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้คุ้มครองค่าซ่อมรถ นี่คือเหตุผลที่คนส่วนใหญ่ทำภาคสมัครใจเพิ่ม ต่ออายุออนไลน์ได้ที่หน้า ต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ออนไลน์ และอ่านรายละเอียดความคุ้มครองได้ที่ พ.ร.บ. รถยนต์ คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันภาคสมัครใจ มีกี่ชั้น

ภาคสมัครใจที่ขายกันทั่วไปมี 5 ชั้น เรียงจากความคุ้มครองกว้างไปแคบ คือ ชั้น 1 ชั้น 2+ ชั้น 2 ชั้น 3+ และชั้น 3 ความต่างหลักอยู่ที่ 3 คำถาม คือ คุ้มครองรถของเราด้วยไหม คุ้มครองกรณีไม่มีคู่กรณีด้วยไหม และคุ้มครองรถหายกับไฟไหม้ด้วยไหม

ประกันรถยนต์แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองกว้างกว่าชั้นอื่น ทั้งความเสียหายของตัวรถแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี ความคุ้มครองต่อร่างกายและค่ารักษาพยาบาล ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ค่าประกันตัวกรณีถูกดำเนินคดีอาญา และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงกรณีรถสูญหาย ไฟไหม้ และภัยธรรมชาติตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

  • เหมาะกับ — รถใหม่ป้ายแดง รถที่ยังผ่อนอยู่ ผู้ขับขี่มือใหม่ และคนที่ต้องการความคุ้มครองครอบคลุม

  • ข้อสังเกต — เบี้ยสูงกว่าชั้นอื่น แต่ลดลงได้ด้วยการเลือกแผนซ่อมอู่ ระบุผู้ขับขี่ หรือรับค่าเสียหายส่วนแรก

รายละเอียดเต็มอ่านได้ที่ ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+

ชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 ในราคาเบี้ยที่เบากว่า จุดต่างสำคัญคือคุ้มครองความเสียหายของรถเราเฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณีเท่านั้น ไม่ครอบคลุมกรณีไม่มีคู่กรณี เช่น ชนสิ่งของ ชนต้นไม้ หรือชนรั้วบ้าน แต่ยังคุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เหมาะกับรถที่ใช้งานเกิน 7 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี

รายละเอียดเต็มอ่านได้ที่ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2

ชั้น 2 คุ้มครองตัวรถเฉพาะกรณีสูญหายและไฟไหม้ พร้อมความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถจากการชน ปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลง เพราะคนส่วนใหญ่เลือกชั้น 2+ ที่เพิ่มความคุ้มครองกรณีชนกับยานพาหนะทางบกเข้ามาด้วย

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+

ชั้น 3+ คุ้มครองความเสียหายของรถเราเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณี ไม่คุ้มครองกรณีอื่น เช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือรถสูญหาย เหมาะกับรถที่ใช้งานไม่บ่อย หรือรถที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป และผู้ขับขี่ที่ชำนาญแล้ว

อยากเห็นความต่างระหว่างชั้น 3+ กับชั้น 3 แบบชัด ๆ อ่านที่ ประกันชั้น 3 คุ้มครองอะไรบ้าง เทียบชั้น 3+

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3

ชั้น 3 คุ้มครองคู่กรณีเป็นหลัก คือ ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เช่น ค่าซ่อมรถและค่ารักษาพยาบาลของคู่กรณี แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายของรถเราเอง เบี้ยจึงเบากว่าชั้นอื่น เหมาะกับรถที่ใช้งานน้อย รถอายุมาก และผู้ขับขี่ที่ต้องการความคุ้มครองพื้นฐานตามงบที่ตั้งไว้

ทำไมต้องทำประกันรถยนต์

เพราะค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุมักสูงกว่าที่ประเมินไว้ ทั้งค่าซ่อมรถของเรา ค่าซ่อมรถคู่กรณี และค่ารักษาพยาบาล ประกันรถยนต์ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการเงินส่วนนี้ตามวงเงินและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ส่วนภาคบังคับดูแลเฉพาะความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยตามที่กฎหมายกำหนด จึงยังเหลือช่องว่างที่ภาคสมัครใจเข้ามาเติม

เลือกประเภทประกันรถยนต์ให้ตรงกับการใช้รถ

  • รถใหม่หรือยังผ่อนอยู่ — ชั้น 1 ตอบโจทย์ เพราะคุ้มครองรถของเราแม้ไม่มีคู่กรณี

  • รถใช้งานมาระยะหนึ่งและขับในเมืองเป็นหลัก — ชั้น 2+ เป็นจุดสมดุลระหว่างความคุ้มครองกับเบี้ยที่จ่ายไหว

  • รถอายุมาก ใช้งานไม่บ่อย — ชั้น 3+ หรือชั้น 3 เพียงพอสำหรับการดูแลความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

  • กังวลเรื่องรถหายหรือไฟไหม้เป็นหลัก — ดูชั้น 2 และชั้น 2+ ประกอบ เพราะทั้งสองชั้นคุ้มครองสองกรณีนี้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ทุกชั้นในที่เดียว

เมื่อรู้แล้วว่าประกันรถยนต์มีกี่ประเภทและแต่ละชั้นต่างกันอย่างไร ขั้นต่อไปคือดูเบี้ยจริงของรถคุณเอง เพราะส่วนต่างระหว่างชั้นในแต่ละคันไม่เท่ากัน กรอกข้อมูลรถครั้งเดียวที่หน้า เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ ระบบจะแสดงแผนจากหลายบริษัทชั้นนำในที่เดียว ครบทั้งชั้น 1 ชั้น 2+ ชั้น 2 ชั้น 3+ และชั้น 3 พร้อมทุนประกันและเงื่อนไขซ่อมของแต่ละแผน

อยากดูภาพรวมก่อนตัดสินใจ เข้าไปที่หน้า เปรียบเทียบประกันรถยนต์ หรือถ้าเลือกไว้แล้วและอยากให้ช่วยตรวจเงื่อนไข กด เช็คราคาประกันรถยนต์ แล้วฝากข้อมูลไว้ ทีมงานติดต่อกลับภายใน 15 นาที ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด

เปรียบเทียบประกันรถยนต์ทุกชั้นออนไลน์ที่ OOHOO.io

OOHOO.io เป็นนายหน้าประกันภัย ใบอนุญาตเลขที่ ว00027/2548 ไม่ใช่บริษัทประกันภัย · ความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และการชดใช้เป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของแต่ละบริษัท · เบี้ยจริงขึ้นอยู่กับข้อมูลรถ ทุนประกัน และเงื่อนไขการรับประกันภัย

แชร์บทความนี้:
OOHOO Verified Educational Content

คำถามที่พบบ่อย

ประกันรถยนต์มีกี่ประเภท?

แบ่งตามกฎหมายได้ 2 ประเภท คือ ประกันภาคบังคับหรือ พ.ร.บ. ซึ่งรถทุกคันต้องทำและต่ออายุทุกปี กับประกันภาคสมัครใจที่เลือกทำเพิ่มเอง โดยภาคสมัครใจยังแยกย่อยเป็น 5 ชั้น ได้แก่ ชั้น 1 ชั้น 2+ ชั้น 2 ชั้น 3+ และชั้น 3

ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมีกี่ชั้น แต่ละชั้นต่างกันอย่างไร?

มี 5 ชั้น เรียงจากความคุ้มครองกว้างไปแคบ คือ ชั้น 1 คุ้มครองรถเราทั้งมีและไม่มีคู่กรณี รวมรถหายและไฟไหม้ · ชั้น 2+ คุ้มครองรถเราเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบก รวมรถหายและไฟไหม้ · ชั้น 2 คุ้มครองรถหายและไฟไหม้ · ชั้น 3+ คุ้มครองรถเราเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบก · ชั้น 3 คุ้มครองคู่กรณีเป็นหลัก ทั้งหมดเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์

พ.ร.บ. กับประกันภาคสมัครใจ ต่างกันอย่างไร?

พ.ร.บ. เป็นประกันภาคบังคับตามกฎหมาย คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ประสบภัยจากรถตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด ไม่คุ้มครองค่าซ่อมรถ ส่วนภาคสมัครใจเลือกทำเพิ่มเอง ดูแลค่าซ่อมรถและความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในวงเงินที่สูงขึ้น ทั้งสองอย่างใช้ควบคู่กัน ไม่ทดแทนกัน

ประกันชั้น 2+ กับชั้น 3+ ต่างกันตรงไหน?

ทั้งสองชั้นคุ้มครองความเสียหายของรถเราเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกและมีคู่กรณีเหมือนกัน จุดต่างคือชั้น 2+ คุ้มครองกรณีรถสูญหายและไฟไหม้ด้วย ส่วนชั้น 3+ ไม่คุ้มครองสองกรณีนี้ เบี้ยของชั้น 3+ จึงเบากว่า รายละเอียดเป็นไปตามเงื่อนไขกรมธรรม์ของแต่ละบริษัท

รถอายุเท่าไหร่ควรทำประกันชั้นไหน?

ใช้อายุรถเป็นแนวทางประกอบ คือ รถใหม่หรือยังผ่อนอยู่มักเลือกชั้น 1 รถที่ใช้งานเกิน 7 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปีมักเลือกชั้น 2+ ส่วนรถที่ใช้งานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปและใช้ไม่บ่อยมักเลือกชั้น 3+ หรือชั้น 3 ทั้งนี้เงื่อนไขการรับประกันภัยของแต่ละบริษัทกำหนดอายุรถที่รับทำแต่ละชั้นไม่เท่ากัน

ทำประกันภาคสมัครใจแล้ว ยังต้องต่อ พ.ร.บ. อีกไหม?

ต้องต่อ เพราะเป็นคนละส่วนกันตามกฎหมาย ภาคบังคับต้องมีทุกปีและใช้เป็นหลักฐานประกอบการต่อภาษีรถประจำปี ถ้าปล่อยให้ขาดจะต่อภาษีไม่ได้และมีโทษปรับตามกฎหมาย แม้จะมีประกันภาคสมัครใจอยู่แล้วก็ตาม

เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตอนเทียบ

เทียบหลายบริษัท ผ่อนเงินสด 0% สูงสุด 10 เดือน ความคุ้มครองเริ่มหลังชำระงวดแรก

*เงื่อนไขผ่อน 0% เป็นไปตามที่บริษัทฯ / สถาบันการเงินกำหนด

เปรียบเทียบเบี้ยเลย